Photobucket

 

สวัสดีครับคุณมิ่ง


           อย่าได้กล่าวคำขอโทษนะครับ เพราะผมเองก็จะช้าไม่ต่างกันในบางครา (ฮา) อะไรที่กำหนดเป็นกฎเกณฑ์กลายๆ มันจะไม่สบายตัวไปเปล่าๆ ปลี้ๆ

        ก็คงคล้ายกับเรื่องที่เรากำลังคุยกันอยู่ ซึ่งคงไม่พ้นเรื่องหนังสือ ที่คล้ายว่า อนาคตไล่ล่าเรา(แม้เราจะนั่งทำหน้าไม่รู้ไม่เห็น) สาระมากเรื่องเกี่ยวกับ 'อีบุ๊ค' (พอเป็นคำเรียกในภาษาไทย มันดูหยาบคายยังไงไม่รู้) คุณเองก็ได้แจกแจงเสียละเอียดละออขนาดนั้น

        ผมเองคงมองในปริบทรวมๆ เสริมในที่นี้ ที่ๆ แม้เราจะนั่งเฉยๆ มันจะมาสะกิดหลังเข้าให้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

        หนังสือ โดยคำจำเพาะมันควรจะถูกตีพิมพ์,จารึก ลงบนกระดาษ หรือ หนังสัตว์ จึงกลายเป็น 'หนังสือ' (หรือเปล่า) ดั่งที่ กูเต็นเบิร์ก ได้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์(เปลี่ยนจากไม้มาเป็น)โลหะ โดยผลงานที่สร้างชื่อให้เขา ก็คือ  ‘คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด’ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงบนหนังลูกวัว และกระดาษ

         เหตุการณ์เล็กๆ ทว่ายิ่งใหญ่ ในยุคเรเนอซองส์ นี้ พลิกอนาคตอย่างสิ้นเชิง มันคือความก้าวหน้าในการเผยแผ่พระศาสนา คุณูปการอย่างยิ่ง คือ การทำให้คนได้อ่านสะดวกขึ้น มากขึ้น

         จนทำให้ตัวเขาถูกยกย่องในกาลต่อมา จากนิตยสาร Time ในปี 1997 จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์ก เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

 

        20 ปี มาแล้ว ประมาณนั้น (ถ้าผมจำไม่ผิด) ในกาลครั้งแรกที่ผมได้คุ้นตากับเจ้าโทรศัพท์มือถือ รุ่นกระติกน้ำสีดำอันนั้น รวมทั้งระบบเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต(ซึ่งเข้าสู่สังคมไทย) ที่ เลียวนาร์ด เคลนร็อค ผู้คิดค้นเอง ก็คงนึกไม่ถึงว่า มันจะพลิกโลกขนาดนี้ แกคงคิดไม่ได้ หรืออาจคาดไม่ถึง(ไม่เกี่ยวกับเข็มขัดสั้น) ว่าต่อไปในอนาคตซึ่งไม่นาน หนังสือ ที่เคยอ่านทุกเล่มบนโลกนี้ มันจะเข้าไปอยู่ในนั้นทั้งหมดได้

      ถ้านาย เคลนร็อค แกมีวิญญาณพ่อค้าที่ละโมบในตัว ป่านนี้แกคงกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว ก็เป็นได้ จากระบบเครือข่ายส่งข้อความระหว่าำงสำนักงาน กลายเป็นตัวเชื่อมโลกทั้งโลกด้วยประจุไฟฟ้า

      จาก หนังสือธรรมดา มันก็จะกลายเป็น ‘หนังสือไฟฟ้า’ ซึ่งเราอาจจะกลายเป็น ‘มนุษย์ไฟฟ้า’ ในที่สุด ส่วนจะเลือกเป็นมนุษย์ไฟฟ้าในเฉดสีไหนนั้น ก็แล้วแต่ ‘ปัจเจก’ ของคนๆ นั้น เพราะแม้แต่สีเสื้อ เรายังเลือกสีได้ตามจริตเลย

      ถ้าให้ผมเป็นฝ่ายสีไหนนั้น ผมคงอยู่ข้าง ‘สีหม่น’ ของตัวหนังสือบนกระดาษอันซีดจาง ซึ่งถูกทิ้งร้าง ถึงแม้สีนั้นจะเหว้าแหว่ง ด้วยร่องรอยของมดปลวกก็ตาม

      ผมเองไม่คิดว่าจะเป็นมนุษย์ไฟฟ้าได้เต็มตัว แต่อาจเป็น ‘มนุษย์ดับไฟ’ (ถึงแม้ไม่ชอบเวลาไฟดับ) ก็เป็นได้ ถ้าผมปวารณาตัวได้ และถ้าไม่หลงตนมากเกินไป

       แต่นั้นแหละ ผมไม่ได้ชื่อ มอนแท็ก (มนุษย์ดับไฟ) ตัวเอกในเรื่อง FAHRENHEIT 451 สักหน่อย


       ผมนึกถึงเรื่องนี้ ในสถานะตลกร้ายอย่างหนึ่งเป็นอย่างแรก เมื่อนึกภาพไปถึงว่า ต่อไปหนังสือ มันจะปรากฏโฉมบนจอไฟฟ้า มากกว่าจะเป็นกระดาษ ในเมื่อหนังสือนวนิยายคลาสิคของ เรย์ แบรดบิวรี่ และถูกดัดแปลงทำเป็นหนังในชื่อเดียวกัน ซึ่งกำกับโดย ฟรังซัวส์ ทรุฟโฟต์ มันพูดถึงโลกอนาคตอันไกลโพ้น(ทว่าก็ยังมีหนังสือกระดาษ)

        แต่หนังสือทุกๆ เล่มนั้น กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ใครมีครอบครองถือว่าผิดกฎหมาย จะต้องถูกกำจัดทิ้ง ด้วยการเผา  451 ฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 233 องศาเซลเซียส) คืออุณหภูมิ ที่ไฟไหม้หนังสือกระดาษ..สูญสิ้น

        มอนแท็ก เป็นนักดับเพลิงที่ไม่มีไฟให้ดับเพราะบ้านสมัยใหม่สร้างดีเกินไป กลายเป็น'นักเผาหนังสือ'ไปแทน แต่นั้นแหละ เมื่อมนุษย์ถูกให้กระทำอะไรซ้ำๆ อย่างหาเหตุผลที่ดีไม่ได้ มันย่อมเกิดคำถามขึ้นในใจ เขาจึงกลายเป็น ‘มนุษย์ดับไฟ’ แทน ส่วนจะเป็นไปอย่างไร ผมว่า คนทุกคน ควรได้อ่านหรือชมสักครั้ง (จะได้ไม่เผาอะไรกันง่ายเกินไป)

        ในยุคที่ต่อไป คงจะมีใครสักคนเผาปัญญาเจ้าจอสีเหลี่ยมแก้หนาว แทนกระดาษ นึกภาพแล้วหนาวขึ้นมาอย่างฉันพลันทันที

 

Photobucket

        ต่อไป เราคงลืมมนุษย์ชื่อกูเต็นเบิร์กไปโดยปริยาย ยกเว้นว่า จะอ่านเผื่อว่าจะออกข้อสอบ(ตอนก่อนไปเตะบอล)  ที่ต้องท่องจำ เพราะว่า มนุษย์อย่าง บิล เกตต์, มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก , สตีฟ จอบส์  พวกเขาล้วนได้รับสถานะในความเป็น "ศาสดาแห่งยุคไซเบอร์" ไปโดยปริยายของศตวรรษนี้ ทำให้ชื่อเหล่านี้ ล้วนน่าจดจำ,ท่องจำ มากกว่า

       อ่านผ่านจอไฟฟ้ามาถึงบรรทัดนี้ นโยบาย “ 1 แท็บแล็ต 1 นักเรียน ”กำลังจะเป็นจริงในเร็ววันนี้

       มันเป็นข่าวดีอยู่แล้วนะครับ ชาวบ้านทุกคนใครจะไม่แฮบปี้ มีของฟรี,ของดี มาให้ลูกหลานได้เล่น, ได้เรียน ข่าวดีคือต่อไป นักเรียนไทยทุกคนที่ได้ชื่อว่า แบกสมุดหนังสือในกระเป๋าไปเรียนมากเล่มที่สุดในโลก จะเหลือแบกแต่กระดานฉนวนไฟฟ้าไปเพียงอันเดียว(ก็มีหมดทุกเล่มอยู่ในนั้น)

       ข่าวดีอีกอย่างคือ ประชา(จะ)นิยม นักเลือกตั้งจะถูกกาเบอร์ลงไป ให้ยิ้มได้อีกมากครา แต่ข่าวร้าย(ที่ผมกลัวที่สุด) คือ วิชาคัดไทย จะถูกลืมเลือนไปในที่สุด และวิชาวิธีรักษาอาการนิ้วล็อค จะถูกให้ความสำคัญมากเกินที่สุด


       อย่าง ไรก็ตาม มันจะ ‘ไว-ไฟ’ ไปถึงไหนนั้น ผมไม่เชื่อในปริมาณ เมื่อกาลที่เราเข้าสู่ระบบอะไรที่มากเกินไป “การอ่านอย่างช้า (Slow-read)” จะเป็นเทรนด์ใหม่ ที่ยังจะใหม่อยู่เสมอ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การเปิดหนังสือนิทานทีล่ะหน้าแล้วอ่านให้ลูกฟัง เสียงความสากของกระดาษยังไง ก็ย่อมไพเราะกว่าเสียง ปี๊บๆๆ .. ..

      เอากันง่ายๆ แต่ก่อนเรายังสุขใจ เวลาที่เปิดคาสเซ็ทเทปฟัง รู้สึกเสียดายเมื่อเครื่องอ่านหัวเทปเจ้ากรรมเกิดกินม้วนเทปขาด จนเล่นต่อไม่ได้ มาถึงยุคคอมแพ็คดิสก์ CD การได้อ่านเครดิตของคนที่อยู่เบื้องหลัง ค่อยๆ คลี่กระดาษปกซีดี เพื่ออ่านเนื้อเพลง ร้องตาม ก็ยังเป็นอารมณ์มนุษย์ธรรมดาๆ (ที่ไม่ใช่มนุษย์ไฟฟ้า)

      หากต่อไปนี้ เราสามารถหาอ่านอะไรได้ง่ายๆ เพียงแค่กดคลิ๊กสองคลิ๊ก เราก็จะลบทิ้งมันง่ายๆ เช่นกัน ไม่ต่างกัน กับเพลงในรูปเอ็มพีทรี ที่เราสามารถโหลดมาฟังอย่างง่ายๆ และก็ลบทิ้งกันง่ายๆ เราก็จะเป็นมนุษย์ที่มักง่ายๆ ในที่สุด

        ในที่สุด ก็คงเป็นเช่นคำกล่าวของ อเล็กซานเดอร์ โปป (กวีชาวอังกฤษ) ที่ว่า

 

                           ถ้อยคำ คล้ายดังใบไม้ ในที่ ที่ซึ่งหนาแน่นที่สุด
                           ก็ยากที่จะพบดอกผลแห่งสาระภายใต้ที่นั้นได้

                           Words are like leaves and where they most abound
                           Much fruit of sense beneath it is rarely found.

 

         บ้าน ในหนังสือ FAHRENHEIT 451 นั้น สถาปนิกไม่ออกแบบบ้านให้มีชานบ้านอีกต่อไป ด้วยไม่ประสงค์ให้มนุษย์คนไหน นั่งเก้าอี้โยกสบายใจ  มีเวลาคิดอะไรมากเกินไป

         พอคิดมาก ก็จะรู้มาก หนังสือก็ล้วนเป็นเรื่องเกินจำเป็น เพราะทุกอย่างรัฐได้จัดให้เรียบร้อยแล้ว (1 แท็บแล็ต 1 หรือ 2 3 4 คะแนนเสียง)

        เราไม่รู้ว่า อนาคต ตัวเรา มนุษย์หลังจากเรา จะเป็นเช่นไร ในเมื่อบางครั้ง มนุษย์นักออกแบบอนาคตล้ำๆ บางคน ยังคาดไม่ถึงว่า อะไร ๆ จะเปลี่ยนไปไวขนาดนี้

       ในยุคที่อิเล็กโทรนิคหนังสือ กลายเป็นของที่ผลิตครั้งล่ะ 12 ชิ้น (โหล) เรา ..จงภูมิใจที่ ‘ห้องหนังสือ(กระดาษ)’ ของเรายังไม่มีใครเผา (ถ้าน้ำไม่ท่วมทับเสียก่อน) ...ไม่มีโหล

        อย่างไรเสีย  การเป็น ‘มนุษย์ดับไฟ’ จุดเทียนอ่านหนังสือ(กระดาษ) อาจกลายเป็นลุงเชยตกสมัย อาจเป็นความเนิบช้าแห่งความรื่นรมย์เฉพาะทาง อันแสนวิเศษยิ่งก็เป็นได้

 

                   ไม่รู้ไม่เห็น เพราะไม่จำเป็นต้อง ‘วิ่ง’ (ตามทุกก้าว)เสมอไป

                

                                ขอบคุณตัวหนังสือ(ไม่ว่าจะในรูปแบบใด) ที่ทำให้มนุษย์(อย่างเรา)ได้คุยกัน

 

                                                                           ทิว แอด ไฟน์

 

 

 

 

 

       ขอบคุณบางข้อมูลจาก http://www.faylicity.com