13 กุมภาพันธ์ 2555

สวัสดีครับคุณทิว

           

            พรุ่งนี้ก็วาเลนไทน์ ร้านรวงต่างๆ เริ่มมีดอกไม้ประดับประดาบ้างแล้ว ผมปั่นจักรยานยามเย็นๆ เห็นร้านขายของชำเอาดอกกุหลาบ (ทั้งของจริงและพลาสติก) รวมไปถึงช่อดอกไม้ ตุ๊กตา ช็อกกาแลต ตั้งโต๊ะวางขายกันอย่างเอิกเกริก ก็ให้กรุ้มกริ่มยิ้มในใจ คิดเตลิดไปต่างๆ นานา

            จะบอกว่าผมเฉยๆ กับเทศกาลลักษณะนี้ ก็ดูจะไม่ผิดนัก รวมไปถึงเทศกาลอย่างลอยกระทง หรืองานปีใหม่อะไรจำพวกนี้ ซึ่งระยะหลังๆ นั้น ผมไม่ตื่นเต้นหรือตระหนกตกใจไปกับเทศกาลเหล่านี้สักเท่าไร แต่ก็ไม่ใช่ประเภทตั้งท่าตั้งตาแอนตี้ท่าเดียว ผมก็ยังชอบเห็นคนรักกันอยู่ ยังมองพลุที่เขาจุดก่อนเข้าศักราชใหม่ แต่ที่ไม่ได้กระทำเลยคือ การรอเคาน์ดาวน์ หรือการซื้อดอกไม้ ดอกกุหลาบให้คนรัก

            เอาเป็นว่า ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรตามเทศกาลอันครึกโครมเหล่านี้เลย เอ้อระเหยมองคนโน้นคนนี้มันสนุก และได้เก็บมาคิดมากกว่า

            คุณพูดถึงเรื่องของรุ่นพี่ของผมคนหนึ่งในฉบับก่อน ผมก็ต้องขอเล่าให้ฟังสักนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้ม

            พี่ “โขงรัก คำไพโรจน์” นั้น เรียกว่าเป็นพี่เชื้อคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ก็เคยคลุกคลีกันมาระดับหนึ่ง ถึงขนาดที่หยอกล้อกันแรงๆ ได้พอเป็นพิธี ไม่โกรธ ไม่เคืองอะไรกัน จะมีน้อยใจกันเล็กๆ น้อยๆ ก็ตอนที่แต่ละคนเงียบๆ กันไป แล้วงานการของความรักก็มอดดับ เจอกันก็ทักกันว่า เขียนอะไรอยู่ หลายครั้งที่ผมตอบส่งเดชไปว่า เลิกเขียนแล้ว หรือไม่ได้เขียนอะไรแล้ว จะตอบเล่นหรือตอบจริงก็ตามแต่ พอแกได้ยิน แววตาหม่นๆ ก็ฉายชัดในดวงตาเสมอ แกเป็นคนกระตือรือร้น อยากเห็นน้องสร้างงาน ซึ่งหลายครั้งก็ต้องบอกกล่าวกันว่า งานเขียนนั้น มันไม่ใช่การบีบคั้น หากแต่บทมันจะมา บางทีมันก็มา หรือคนรักจะเขียน ไม่ต้องบอก ไม่ต้องกล่าว มันก็หาวิธีที่จะเขียน มีทางออกของมันเอง

            ก็มีเรื่องที่เราซีเรียสกันก็ตรงนี้

            ผมกับพรรคพวกดำริกันมานานแล้วว่า อยากรวมบทกวีของแกสักเล่ม ชนิดแบบ “เอาอยู่” ช่วยกันดู ช่วยกันแล อะไรบกพร่องก็พูดคุยกัน คัดเป็นพาร์ท แบ่งเป็นภาคตอน ให้มันลื่นไหล แล้วลิ้มลองส่งประกวดดูก่อน ไม่พิมพ์จำนวนเยอะ ขายตรงทางเฟซบุ๊ค หรือตามเว็บบอร์ดก็ว่ากันไปตามกำลังความสามารถ ผมเชื่อว่า เรื่องราวและภาษาแกชัดเจนทุกอย่างแล้ว ควบคุมคำได้ตามต้องการ ประเด็นก็คือ คนที่มาเป็นบรรณาธิการบทกวีนั้น ก็หาตัวยากเหลือเกินครับ คือผมก็มองว่า บรรณาธิการกวี นอกจากจะต้องเขียนบทกวีได้แล้ว ก็ต้องมีโลกทัศน์ที่ไม่คับแคบ ติดตามข่าวสาร เท่าทันโลก เท่าทันตัวเอง และศึกษาบทกวีมาบ้าง อย่างน้อยมันก็คงไม่หลุดจากวงโคจรจากนี้สักเท่าไร และที่สำคัญเต็มที่กับมัน อันไหนไม่ผ่าน ก็ต้องบอกก็ต้องอธิบาย และทางด้านตัวกวีเองนั้น ก็ต้องเปิดรับ เปลือยตัวเองให้กับบรรณาธิการ เส้นผมตรงนี้ยาวไปนิดก็ต้องเล็มให้มันดูดี มีขี้ตาติดอยู่ก็ต้องแกะออก พร้อมที่จะให้คนอื่นบอกกล่าว ทว่าก็ยังเป็นตัวเองอยู่

            เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าจะเข้มข้นกับมันจริงๆ โดยเฉพาะงานประเภทวรรณกรรม ก็ต้องอาศัยระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่ก็นั่นแหละ มันก็ตอบโจทย์ได้ว่า งานที่ดี มันก็อยู่ได้นาน ไม่พูดถึงวันนี้ ก็ต้องมีคนพูดถึงวันหน้า เพราะฉะนั้นคนทำหนังสือ ก็ไม่มีสิทธิ์เหลวไหล

            รู้สึกว่า น้ำจิ้มของผมถ้วยใหญ่เหลือเกินนะครับ พาคุณไปคุยเรื่องค่อนข้างซีเรียส เข้ารก เข้าพงไปโน่น ทั้งที่ขึ้นต้นมาออกจะหวานแหวว พูดเรื่องวันวาเลนไทน์

            เมื่อวานนี้ ผมเพิ่งอ่านนิตยสาร ฅ.คน ฉบับท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ จบ ก็ได้รู้เรื่องราวของท่านเพิ่มเติมมาจากที่ได้อ่านมา คือเหมือนเป็นการอัปเดตชีวิตของท่าน แต่ที่เป็นทีเด็ด และถือว่าทำ “ถึง” สำหรับผมก็คือ สกู๊ปเรื่องของ “สิงห์สนามหลวง” คำว่าทำถึงนั้น อาจจะไม่รอบด้านก็ได้ครับ เพราะจะให้มามัวถามโน่น ถามนี่อยู่ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมากู้หนังสือ

             ความจริงก็มีหลายเล่มไปทำเรื่องนี้มานะครับ ถ้าจำไม่ผิดผมยังเห็นรายการทีวีไปสัมภาษณ์อีกต่างหาก ก็ถือว่า นิตยสาร ฅ.คน เก็บข้อมูลมาได้ในระดับนี้ก็ขอชื่นชม และก็ต้องขอแสดงความเสียใจ เสียดายกับเจ้าของหนังสือด้วย ผมก็เป็นคนรักหนังสือคนหนึ่ง คุณก็เป็นคุณรักหนังสือคนหนึ่ง คงเห็นภาพผ่านสื่อต่างๆ ไปแล้วนะครับ ผมกับคุณก็คงเศร้า เสียใจ เสียดายไม่ต่างกัน แต่ความรู้สึกของสิงห์สนามหลวงนั้น ผมว่าก็ไม่ต้องบรรยายแล้วครับ ว่าสภาพข้างในหัวใจจะขรุขระ และเป็นหลุมเป็นบ่อเพียงใดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            ที่น่าเศร้าที่สุดคือ มากกว่าการเสียหนังสือไปหลายเล่ม ก็เป็นความล้มเหลวของระบบการจัดการของภาครัฐเอง ไม่มีหน่วยงานไหนมาเหลียวแลเลย มีแต่พรรคพวกเพื่อนฝูงในแวดวง ที่คอยอยู่เคียงข้าง คอยประคับประคอง หาทุนรอนมาทำอย่างนั้นอย่างนี้

            แววตาในภาพถ่ายของคุณสุชาติเศร้าหม่นมาก และเวลาออกสื่อเห็นว่า ยังยิ้มได้ บางคนที่ได้พบก็ก็รู้สึกว่าคุณสุชาติแกคงปลงแล้วกระมัง ซึ่งผมเองมาคิดวิเคราะห์ดีๆ แล้ว มันไม่มีทางหรอกครับที่จะไม่นึกถึง ยากนะกับการตื่นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าหนังสือที่เป็นของรักของหวงของตัวเองจมน้ำหายไป มันก็เหมือนฝันร้ายที่แสดงตัวทุกครั้งหลังจากตื่นขึ้น แต่คนแบบสิงห์สนามหลวงนั้น ขนาดของหัวใจก็มีพื้นที่ให้การรับรู้ สะสาง และเข้าใจบางอย่างที่ผ่านเข้ามา ภูมิต้านทานมาก มันก็ทำให้ไม่ฟูมฟายอะไรมากมาย ในเมื่อชีวิตยังจะต้องดำเนินต่อไป

            คุณได้เข้าตลาดไปซื้อหนังสือเล่มใหม่ๆ ไหมครับ ช่วงนี้ก็ใกล้งานหนังสือมาอีกคราแล้ว คาดว่าหนังสือคงทะลักออกมาเต็มชั้นให้เลือกซื้อเลือกหา ตอนนี้ผมก็อ่านงานที่เป็นวรรณกรรมเยาวชนเสียค่อนมาก งานหนักๆ ซีเรียสๆ สายฮาร์ดคอร์ก็นานๆ ครั้ง เดือนละเล่ม สองเล่มก็ว่าไป ที่ต้องตัดออกไปจริงๆ ก็เป็นนิตยสาร แต่ก่อนผมซื้อ 5-6 หัว แต่ปรากฏว่า มันอ่านไม่ทันนี่สิครับ ข้อเสียของนิตยสารก็คือ มันต้องอ่านให้จบในเดือนนั้นๆ ถ้าไม่อ่านมันก็ไม่แล้วใจอย่างไรไม่รู้ ต่อไม่ติดกับเล่มถัดไป อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมล้วนๆ นะครับ แล้วพอต้องอ่านนิตยสารแล้ว หนังสือเล่มเลยไม่ได้อ่าน แต่ก็ยังหมั่นซื้อมากองท่วมหัวเช่นเดิม

            ผมคิดอยู่ว่า งานหนังสือครั้งนี้ จะต้องเข้ากรุงเทพฯ หรือเปล่า เพราะพอได้เข้าไปแล้ว ก็ต้องซื้อหนังสือติดมาอีก ซึ่งบางครั้งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า จะซื้อมาทำไมหนอ เมื่ออ่านไม่ทัน

            ฉบับนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ รู้สึกว่าหลายเรื่องเกินไปแล้ว

 

                                                                           ด้วยมิตรภาพครับ

                                                                           ชีวิตสำมะหาอันใด

Comment

Comment:

Tweet

#1 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-27 17:15