วาเลนไทน์ ใน existentialism

posted on 19 Feb 2012 15:10 by lettering directory Entertainment, Diary
 
Photobucket
 
 
 

สวัสดีครับคุณมิ่ง


          วันวาเลนไทน์ผ่านไปแล้ว เดียวนี้กลายเป็น “วันวาเลนไทน์แห่งชาติ” ไปโดยปริยาย(ด้วยความสำคัญของมัน) หรือสำคัญมานานแล้ว

        ผมรู้สึกว่า ผู้คนจะจดจำวันนี้ ได้กว่าวันสำคัญประดามีอีกมากมาย อาจเพราะจำง่ายด้วยกระมั้ง “14 กุมภา” ผมเองไม่รู้สึกคัดค้าน หรือสนับสนุนไปทางใดทางหนึ่ง เพียงมองเห็น เป็นวันๆ หนึ่ง

        วันที่เราเห็นสีสัน ท้องเรื่อง พล็อตต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ถ้าสมมติเราสามารถเรียงลำดับ ให้ตัวละครมาเกี่ยวข้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง คล้ายเรื่อง “เหตุการณ์ปกติ(ไม่)ธรรมดา” (ของคุณ)

 

         ผมคงจะเห็น คนขายดอกไม้ผู้ที่เฝ้ารอวันนี้ เพราะมูลค่าทางการตลาดที่มากขึ้น เด็กสาวที่ยิ้มบานเต็มใบหน้าผู้ซึ่งอ้อมกอดกระชับแนบแน่น ด้วยตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เหนือกว่าใครๆ นายก อบต.ผู้เฝ้าเล็งป้าย “วาเลนไทน์” แต่เช้า เหนือโค้งประตู ว่ามันจะตรงหรือเอียง เพราะนโยบายแจกถุงยางที่สำคัญในวันนี้ แม่ค้าร้อยพวงมาลัยที่ต้องหาเงินมาใช้หนี้รายวัน ดอกเบี้ยร้อยล่ะ 20 ที่พบว่า สินค้าขายไม่ออก เพียงเพราะตรงปลายของพวงร้อยนั้น มันปราศจากดอกสีแดงของวันแห่งความรัก ผู้กำลังนับเงินเหรียญให้ลูกชายตัวเล็กที่รบเร้าแม่ว่า จะนำเงินไปซื้อสติกเกอร์รูปหัวใจ เพื่อไปแปะเหนือเสื้อของเพื่อนคนใดคนหนึ่ง

         ตัวละครเหล่านี้ เกิดขึ้นจริงเท่าที่ประสบพบเห็นได้ทั่วไป(และผ่านเข้ามาในชีวิตของผม) แล้วแต่เราจะผูกโยงให้โลดแล่นไปในทางใด หากมันต้องมาเป็น “เรื่องเล่า” เรื่องหนึ่ง    

         อย่างไรก็ตามสำหรับตัวผมเอง อยากเห็นวันนี้เกิดขึ้นทุกวันด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อย คนก็พูดถึง ‘ความรัก’ มากกว่า ‘ความเกลียดชัง’ ถ้าดอกกุหลาบมันแพงน้อยกว่านี้นะ

 

         คุณและเพื่อนๆ มีความดำริ ที่จะพิมพ์ บทกวี ของคุณโขงรัก คำไพโรจน์ ขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่ดี แม้จะรู้ว่า ขายยาก ตามธรรมชาติของการอ่าน วรรณกรรม ประเภทนี้ เพราะอย่างน้อยที่สุด การผลิตงานขึ้นมา ย่อมเป็นการให้กำลังใจชั้นดี 

        ผมคิดว่าธรรมชาติของนักเขียนอย่างหนึ่ง คงไม่ใช่ปรารถนาทรัพย์สินศฤคาร หากมันจะเกิดขึ้นจากขายหนังสือ ซึ่งคงเกิดกับใครได้ยาก (ถ้ามีก็แทบจะยกเป็นกรณีศึกษาได้เลย)          

        นักเขียน คนหนึ่ง(อาจ)หวังเพียงว่า ตัวหนังสือที่กลั่นมาจาก ชีวิต ความรู้สึก มันปรากฏตัวต่อสาธารณะชนเท่านั้นเอง แม้ใครสักคนอาจจะมองเห็น เป็นเพียงกระดาษเปล่า แล้วมองผ่านเลยไปก็ตาม นักเขียน ก็คงอิ่มใจจิบกาแฟได้อย่างไม่ขมมากเกินไป(หรือเปล่า)

 

        คุณพูดถึง สิงห์สนามหลวง หรือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ดั่งที่เราทราบกันทั่วไป กับการที่บ้านแก หรือ จะเรียกว่า 'คลังหนังสือ' ถูกน้ำท่วมทับเสียหายอย่างหนัก ทราบว่า แกมีหนังสือเก่าหายากอีกมาก ที่ถูก ‘กฎของธรรมชาติ’ ทำให้เสียหาย

         ในฐานะคนรักหนังสือ ผมว่า คนทุกคนที่ได้ทราบเรื่อง ย่อมเศร้าใจไม่น้อย กับภาพที่ได้เห็น ยิ่งในวงการวรรณกรรม ชื่อ สิงห์สนามหลวง ย่อมไม่ได้มาด้วยเพียงแค่ “ฉันตั้งมันขึ้นมาเอง” เวลาผมอ่านชื่อนี้ มักนึกถึงภาพตอนที่ตัวเอง ได้มีโอกาสคุ้ยกองหนังสือเก่า ที่ สนามหลวง ก่อนที่มันจะย้ายมาอยู่ด้านหลังของสวนจตุจักร(ที่ต่อไปนี้จะเจริญ เป็นห้องติดแอร์คอดิชั่นสุดหรู)

         เมื่อล่าสุด แกถูกประกาศให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” มันเป็นชื่อที่ทำให้เราชุ่มชื่นหัวใจ ถึงแม้ว่า การที่แก 'ได้' ขึ้นมานั้น จะด้วยอิทธิพล น้ำท่วม ที่ทำให้แกเป็นข่าว ในระดับหนึ่งจะมีส่วนทำให้กรรมการ 'เห็นใจ' หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

         แต่ในฐานะ ‘ครูใหญ่’ สมควรแล้วครับ อย่างน้อย เงินเดือนในฐานานุรูปของศิลปินแห่งชาติ สองหมื่นบาท คงพอให้แกเก็บหนังสือได้สะดวกดาย คล่องตัวกว่าเก่า และคุณูปการอีกอย่างก็คือ การที่แกจะมีสิทธิ์เสนอชื่อ คัดเลือก ศิลปินแห่งชาติคนต่อๆ ไป อย่างน้อย ในสายวรรณกรรม คงจะเข้มข้น ขึ้นกว่าเก่าอย่างแน่นอน

 

        คุณพูดถึงศิลปินอีกท่าน เผอิญเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งระดับมัธยม ศิลปินใหญ่ท่านนี้แกเป็นคนออกแบบถ้วยรางวัลประจำปีให้กับรายการ โดยสไตล์ของแกมักพูดจาโผงผาง (ซึ่งคุณคงนึกออก) กล่าวด้วยความสัตย์จริงผมออกจะชื่นชมใน รูปแบบ ‘พุทธศิลป์’ ของแกด้วยซ้ำ

        วัดที่แกสร้างได้อลังการ ผมเองก็เคยได้ไปชื่นชมด้วยตาตัวเองมาแล้ว แต่สิ่งที่ผมรู้สึกขัดหูอยู่บ้าง ก็ตรงที่ในรายการแกพูดกับเพื่อนนักธุรกิจ(ซึ่งเป็นลูกค้าด้วย) ถึง ภาพวาด ที่ถูกฝรั่งบอกกล่าวว่า จะซื้อภาพนั้นๆ ต่อ ราคานั้นอยู่ที่ 50-60 ล้าน ทว่าไม่ได้ถูกขายออกไป

       ผมไม่เข้าใจ ‘สาร’ ที่แกพูดถึงจำนวนเงินนั้นในรายการ นอกจากว่า มันมีมูลค่ามหาศาล (และมันเป็นงานของแก) แน่นอน ‘งานศิลปะ’ (ของใครก็ตาม ถ้าชื่อก้องขึ้นมา) ปะเหมาะเคราะห์ดี ในเวลาหนึ่งมันอาจจะมีมูลค่ามหาศาล  ทว่าในขณะที่ศิลปินลึกซึ้งในตัวงาน ที่เข้าขั้น ‘พระนิพพาน’ หรือ ‘พุทธธรรม’ ประดามี

       การพูดถึงมูลค่าของศิลปะ ด้วยอัตตา(ยึดถือ พูดถึง ตัวเงิน)เช่นนี้ ผมไม่สามารถเข้าใจได้ หรือนี้ คือกระบวนท่าแบบ “สูงสุดคืนสู่สามัญ” เข้าทำนอง ‘หาค่ามิได้’ คือ ‘ประเมิน(เป็นตัวเงิน)ไม่ได้’ เพราะประมาณไม่ถูก หรือ มันอาจไม่มีมูลค่าเลย แต่นั้นแหละ ต่อกรณีนี้ ผมอาจอคติไปก็ได้

         พอเล่าสู่กันฟัง ทำให้ผมนึกถึง

         อะเดล (Adele) เธอเป็นนักร้องประเภท ดีว่า (Diva) (นักร้องหญิงประเภทโก่งคอร้อง ให้นึกถึง วิทนีย์ ฮุสตัน ผู้เพิ่งล่วงลับ) เธอเป็น ศิลปินหญิง หนึ่งเดียวในรอบหลายๆ จากเกาะอังกฤษ ที่มาแจ้งเกิด(เต็มตัว)ในอเมริกา(ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของโลก) โดยส่วนมากมักจะเป็นวงดนตรีแนวร็อค(จากอังกฤษ) ที่มาดังที่อเมริกาได้ ทว่า อะเดล ใช้เพียงเสียงของเธอเท่านั้น

        ด้วยเสียงอันเอกอุ ทำให้เธอเป็นทั้งพระเอก และนางเอกของงานแจกรางวัล "แกรมมี่ ปี 2012" ที่ผ่านมา เพราะคว้า 6 รางวัล  ไปครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ทว่าหลังงานใหญ่ระบือโลกเช่นนี้ แทนที่เธอจะรีบตักตวง “นาทีทอง” เก็บเบี้ยเต็มที่ เธอให้สัมภาษณ์สั้นๆ หลังงาน ประมาณว่า “หลังจากนี้ 5 ปี ฉันจะขอเว้นวรรคตัวเอง ออกจากวงการดนตรี เพื่อให้เวลากับตัวเอง และคนรัก”

          พอเล่าสู่กันฟัง ทำให้ผมนึกถึง

          ผู้กำกับ วู้ดดี้ อัลเลน (Woody Allen, / Annie Hall, Manhattan, Hannah and Her Sisters  ) แกเป็นจอมยุทธ(ใหญ่)ที่มีลายเซนต์อย่างหนึ่ง คือ หนังของแก มีตัวละครมาก, พูดกันมาก และมักถ่ายหนังเฉพาะ(ฉากทั้งหมดเกิดขึ้น) ที่เกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ค(บ้านเกิดของแก) เพียงเพราะว่า แกจะได้เลิกกองแล้วสามารถเป่าคลาริเน็ต สำเริงสำราญ ไปกับ วงแจ๊ซ(ของแก) ได้ทันที

        ตอนหลังๆ แกหันมาถ่ายหนังที่อื่นด้วย เช่น อังกฤษ Match Point สเปน Vicky Cristina Barcelona ฝรั่งเศส Midnight in Paris ปรากฏว่า งานของแกได้รับคำชมว่า ดีเลิศ สดใหม่ กว่าเก่าเสียอีก

        บางที การยึดถือ form อย่างหนึ่งอย่างใด แทนที่จะเป็นการสลายตัวตน อาจเป็นตรงกันข้ามก็ได้ พอมาถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึง ‘คำ’ ที่ แกกล่าวไว้ว่า

 

                “ผมทำข้อสอบวิชาปรัชญาอัตถิภาวนิยม ผมส่งกระดาษเปล่าและได้คะแนนเต็มร้อย”

                I took a test in existentialism. I left all the answers blank and got 100.

 

 

                                                         ด้วยมิตรภาพเช่นกันครับ

                                                              ทิว แอด ไฟน์

 

 

 

 

     ปล. ผมคงไม่ได้ไปงานหนังสือครับ แม้อยากจะไปมาก แต่พอมองลังหนังสือ บางทีผมอาจจะต้องทำตัวเป็น กระดาษเปล่า เสียบ้าง ก่อนจะสะสมอะไรมากไปกว่านี้


Comment

Comment:

Tweet

#2 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-27 17:24

พี่พูดถึงกระดาษเปล่า ทำให้ผมย้อนกลับไปมองกองหนังสือนับสิบที่ดองไว้สองสามปี แต่หนังสือที่อยากได้ก็ยังมีอยู่
ช่วงที่ผ่านมาผมขี้เกียจเขียน ขี้เกียจอ่าน ทำแต่เรื่องไ้ร้สาระทำตัววุ่นวายตลอดเวลา

ผมคงต้องคุยกับตัวเอง มากขึ้น

#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2012-02-19 23:32