ถึงคุณทิว แอด ไฟน์

 

                  ก่อนอื่นผมต้องขอโทษนะครับ ที่ตอบจดหมายช้าเกินไป  ไม่อ้างหรอกครับว่าไม่มีเวลา หากแต่เหตุผลจริงๆ นั้น ผมยังไม่นิ่งพอที่จะนั่งลงเขียนอะไรสักอย่าง นับว่าเป็นความบิดเบี้ยวของระเบียบวินัยอย่างหนึ่ง

                 และคิดว่า คุณคงพอเข้าใจ และรับฟังเรื่องที่ผมจะเล่าในฉบับต่อๆ ไป อย่างเช่นเดิม

                 -----------------------------------------------------------------------------

                 วันสองวันที่ผ่านมานี้ ผมมีความหวาดแระแวง และงุ่นง่าน ครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง

                ครับ, ผมกำลังคิดถึงสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อว่า อี บุ๊กส์

                มันเป็นความรู้สึกกังวล และเหมารวมเอาว่า อาจจะเป็นความพ่ายแพ้เฉพาะตัวชนิดหนึ่งก็ว่าได้

                ธรรมดานั้น ผมเป็นคนที่ค้านหัวชนฝากับเจ้าเทคโนโลยีที่จะมาแทนหนังสือ ประเภทว่ายอมหักไม่ยอมงอ และไม่เชื่อว่าจะมีอะไรมาแทนที่หนังสือได้ ในเมื่อผมก็ยังรัก ยังพิสมัยเจ้ากระดาษอยู่ ถึงขั้นพูดในวงเพื่อนมิตรพี่น้องว่า ผมไม่เชื่อว่าหนังสือจะตาย ผมคิดว่ามันต้องอยู่ ในเมื่อผมและหลายคนยังปฏิเสธมัน และไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ พวกนี้ อีกทั้งไม่ชอบอ่านหนังสือในคอมพิวเตอร์ แม้เขาจะมีให้โหลดมาอ่านฟรีๆ ผมก็ยังลงทุนไปปรินต์ออกมา เสียหมึกเสียกระดาษก็หลายครั้งหลายคราอยู่

                แต่เชื่อไหมครับว่า วินาทีนี้ ผมเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว

                ในความไม่มั่นใจนั้น หาใช่ผมตั้งท่ารังเกลียด รังงอน หรือจะเบือนหน้าหนีหนังสือ หากแต่มันมีสาเหตุหลากหลายประการ

                ตามประสาคนที่ทำงาน คลุกคลีกับแวดวงนี้ มันก็ย่อมปฏิเสธที่จะคิดไม่ได้ ยิ่งสถานะการเป็นนักอ่าน นักทำหนังสือ และนัก (อยาก) เขียนอีก ผมก็ยิ่งต้องตรองตรึกให้หนัก

                ผมรู้สึกว่ามันจะมาจริงๆ แล้วครับ ในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถึงขนาดผมต้องไปเข้าอินเทอร์เน็ตดูว่า ไอ้เครื่องที่ใช้อ่านหนังสือนั้นมันราคาแพงมากน้อยอย่างไร กลายเป็นคนวิตกจริตไปในชั่วข้ามคืน เสียววูบเมื่อหันไปมองกองหนังสือ

                เอาง่ายๆ ถ้าให้ผมไล่เลียงกันแล้ว มันก็ต้องมีเหตุผลที่พอฟังเข้าท่ามาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง ให้คุณรับรู้ ว่าผมกลัวขึ้นหัวถึงขั้นโฟเบียขาดไหน

                ในกระบวนการทำหนังสือนั้น ถ้าให้อธิบายอย่างคร่าวๆ ก็ประกอบด้วย คนเขียน คนทำ คนอ่าน

                แต่มันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยให้ต้องทบทวนไม่น้อย และในรายละเอียดปลีกย่อยนี่แหละครับ ที่มันกำลังเป็นประเด็นคาค้างในใจของผม

               จริงอยู่ว่า คนเขียนก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป มีหน้าที่เขียน ก็ต้องเขียน

                แต่สำหรับสิ่งที่ผมกังวลคือ ถ้ามีคนเขียน เขานำหนังสือมาขายเป็นอี บุ๊กส์ การขายนั้นก็ง่ายมากๆ ในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรายังคิดว่า การมีสำนักพิมพ์ และการกลั่นกรองด้วยระบบบรรณาธิการ มันยังสำคัญอีกไหม เพราะหนังสือชนิดนี้นั้น ไม่ต้องผ่านอะไรเลย ก็สามารถนำมาลงขายได้ตามเว็บที่สนับสนุน

               สำหรับคนผลิตนั้น ย่อมต้องการแบกรับต้นทุนที่น้อย แล้วการผลิตเจ้าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้ มันก็ตอบสนองตรงจุดนี้ได้ เมื่อได้เนื้อหามาจนครบถ้วนแล้ว ก็ดำเนินการผลิตไปตามขั้นตอนบรรณาธิการนั่นแหละครับ หากแต่เมื่อเป็นไฟล์แล้ว จากเดิมนั้น เราต้องเอามาเข้าโรงพิมพ์ ทำเพลท แยกสี คำนวณกระดาษ กี่ยก กี่หน้า กระบวนการเหล่านี้ก็ใช้งบประมาณไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งยังต้องกระจายเข้าสายส่ง ที่เขาจะต้องหักค่าจัดจำหน่ายไปอีก 40-45 เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป พอมาเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการการเข้าสายส่งก็จะหายไป ลดต้นทุนของสำนักพิมพ์ลงไปโข เพียงแต่ต้องหาคนมาพัฒนา เพิ่มลูกเล่นในหนัง (เขาเรียกว่าแอปพลิเคชันหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจ) เห็นว่าใส่เพลง ใส่ภาพ ลิงค์ไปตรอกซอกซอยต่างๆ ได้ด้วย

              อีกอย่างหนังสือในหลากหลายลักษณะนั้น ก็เป็นที่รับรู้กันว่า มีอายุสั้นและโชว์ในร้านหนังสือไม่กี่เดือน จากนั้นก็ถูกส่งคืนสต็อก แช่ในโกดัง กลายเป็นสินค้ามือสองไป การเข้ามาของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มันจะเอื้อในเรื่องเช่นนี้มากเลยครับ อาทิเช่น หนังสือแนวนิตยสารที่ไม่สามารถหาซื้อได้แล้ว จะพิมพ์ออกมาใหม่ก็ยังไม่รู้จุดคุ้มทุน ทางออกก็คือทำออกมาเป็น E BOOK ใครใคร่ซื้อ ก็ซื้อ ผมว่ามันก็เป็นช่องทางที่สมเหตุสมผลกันอยู่

              ผมยังมองไม่ออกถึงวัฒนธรรมการอ่าน และความเป็นไปในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์

              ร้านหนังสือขนาดใหญ่จะลำบาก เพราะมันไม่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ดึงดูด ร้านเล็กๆ ก็ถูๆ ไถๆ ไปพอเอาตัวรอด

              ไม่ช้าไม่นานครับ เราอาจจะได้เห็นร้านหนังสือค่อยๆ ทยอยล้มหายตายจากกันไปทีละร้าน และเช่นกัน บรรดาโรงพิมพ์ทั้งหลายก็จะหดหายไปตามผลกระทบ ทำยังไงได้ละครับ ในเมื่อธุรกิจเหล่านี้มันใช้กระดาษ ใช้หมึก วัตถุดิบ และแรงงานที่เป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

              เมื่อขายในแบบอิเล็กทรอนิกส์ แน่นอนว่า หนังสือจะต้องราคาถูกลง (ผมค่อนข้างกระดากปากเหมือนเมื่อต้องเรียกไฟล์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ว่าหนังสือ-เอาเถอะครับ เดี๋ยวมันก็คงชินไปเองในภายภาคหน้า) สมมุติว่าหนังสือราคา 100 บาท ก็สามารถขายได้ในราคา 30-40 บาท ราคานี้ถือว่าไม่ขาดทุนแต่อย่างใด แถมมันจะมีฟังก์ชันอะไรมากมายเยอะแยะ คอลัมน์วิจารณ์เพลง ก็คงมีเพลงให้ลิงค์ฟัง แนะนำหนังก็คงให้ดูตัวอย่าง มีวิดีโอ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมมันต้องเยอะแยะอย่างนี้ จริงๆ การอ่านหนังสือ ผมว่ามันควรเกิดขึ้นในความเงียบ นิ่ง และดิ่งลึกไปในเรื่องราว

              บางที ในแง่ที่ผมหนักใจนั้น ปัญหาลึกๆ ของผมมันก็เป็นข้อสังเกตประมาณว่า ทั้งหมดทั้งมวลนั้น มันไม่ได้อยู่ที่ว่า ผมปักธงอ่านหนังสือแบบกระดาษ แต่อยู่ที่ว่า สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ นั้น เขาพยายามที่จะลดการผลิตแบบกระดาษลง ด้วยเงื่อนไขที่กล่าวไปแล้ว กลายเป็นว่า แม้ผมจะชื่นชอบหนังสือแบบกระดาษอย่างไร หากแต่สำนักพิมพ์ก็จะลดการผลิตในลักษณะนี้ลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต

              เอาให้ชัดที่สุดก็คือว่า ผู้อ่านอย่างผมจะอ่านหนังสือกระดาษก็อ่านไป (เถอะ) แต่พวกสำนักพิมพ์หลายราย เขาไม่ได้คิดตรงจุดนี้แล้ว ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมาซัพพอร์ตนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าลืมนะครับว่า หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์นั้นเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง ที่ขยายเติบโตไปอย่างรวดเร็ว มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล อย่างที่เขาบอกแหละครับว่า ใครครองสื่อได้ ก็ครองอำนาจได้ มีสิทธิชี้แนะ ชี้นำ โน้มน้าวผู้คนในสังคม

             แต่ที่ผมได้ติดตามดูในหน้าเว็บเพจของสำนักพิมพ์บางแห่ง เขาก็ไม่เอาด้วยนะครับ เอาเป็นว่า ผมไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน แต่ให้เข้าใจว่า เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์งานจำพวกวรรณกรรม สายดำ ที่มีสาระเข้าท่าหน่อย หากแต่ก็เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงอะไรหรอกครับ สำนักพิมพ์พวกนี้มีลักษณะเหมือนๆ กัน คือ จน และก็ยึดถือกรอบความคิดความเชื่อของตัวเองด้วยความรักศรัทธาอยู่เช่นนี้

           มองโดยสภาพรวมแล้ว แม้ผมจะทัดทาน ปฏิเสธเรื่อยมาตั้งแต่ต้น ผมก็พอรู้แล้วครับว่า ที่เห็นและเป็นไปตอนนี้นั้น มันเป็นเช่นไร กลไกมันก็ต้องเป็นไปตามวันเวลาวันยังค่ำ ผมไม่สามารถทำอะไรได้หรอกครับ เป็นเพียงนักอ่านหนึ่งซึ่งตระหนัก ตระหนก กับวิถีของการอ่านที่กำลังจะเปลี่ยนไป

           ผมลองถามคนรักเล่นๆ ว่า เครื่องที่มันเอามาใช้อ่านพวกนี้ ราคาเท่าไร ผมก็ถามไปอย่างนั้นแหละครับ จริงๆ คนรักของผมก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรเท่าไรนัก เพราะเราเชื่อเหมือนกันว่า หนังสือมันจะอยู่อีกนาน พอผมอธิบายกลไกต่างๆ และสิ่งที่ผมคิดเคร่งในหัวตลอดวันสองวันที่ผ่านมาให้เธอฟัง เธอก็นิ่งไป คงกำลังคิดอะไรอยู่

          นี่ถ้าวันหนึ่ง เราลองมาคิดดูนะครับว่า ในสถานศึกษามีการแจกเครื่องอ่านหนังสือนี้ อาจารย์ทำไฟล์มาขายให้นักเรียน ใส่รหัสเข้าไปถึงจะอ่านได้ ก็เหมือนการซื้อขายหนังสือกันนี่แหละครับ แต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นไฟล์ (ไม่ใช้ทรัพยากรกระดาษ-เปลี่ยนมาเป็นเปลืองไฟแทน) ใช้อ่าน ทำแบบทดสอบ ทำอะไรเสร็จสรรพในนั้น มีการกรอกข้อมูล ให้คะแนน แอปพลิเคชันการตัดเกรด โมเดิร์น และทันสมัย รวดเร็ว ทีนี้...มันจะเป็นอย่างไรครับ ผมคิดเล่นๆ นะ แต่จริงๆ ในอนาคต ผมก็ว่า มันก็ไม่แปลกเลยที่นักเรียนนักศึกษาจะมีเทคโนโลยีอย่างนี้ เอาง่ายๆ ครับว่า ในสมัยก่อน ใครจะเคยคิดว่า เด็กประถมจะมีโทรศัพท์ ใครจะเคยคิดว่า กล้องจะมีราคาไม่กี่พัน ใครจะเคยคิดว่า คอมพิวเตอร์จะราคาไม่กี่หมื่น และมันก็คงจะลดราคาลงไปเรื่อยๆ

          ประสาอะไรล่ะครับ กับเจ้าไอโฟน ไอแพด จำพวกนี้ ที่วันหนึ่งเราอาจจะเห็นเด็กน้อยถือมันเดินไปตามท้องทุ่ง และทำการบ้านส่งคุณครู ถึงวันนั้นมันก็จะเป็นเรื่องธรรมดา

          ขอย้อนมาเรื่อง E-BOOK อีกครั้งแล้วกันครับ และขอตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งแบบหยาบๆ ว่า แม้หนังสือถูกผลิตออกมาเป็นรูปแบบไหนก็ตามแต่ ผมก็ยังมองว่า คนเราก็มี 24 เท่ากัน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ราคาอาจจะถูกกว่าก็จริง หากแต่เราก็อ่านหนังสือกันในเวลาว่างเหมือนเดิม เงิน 200 บาท อาจจะซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ 3 เล่ม ซื้อหนังสือกระดาษได้เล่มเดียว แต่คุณค่าจริงๆ ของหนังสือนั้น มันไม่ได้หมายความถึงมูลค่าของตัวเงิน หากมันหมายถึงการได้เปิดอ่าน ครุ่นคิดไปกับมัน สิ่งเหล่านี้คือจุดประสงค์และเครื่องชี้วัดอะไรบางอย่าง

          คือหนังสือมันจะมีประโยชน์ก็ตรงการได้อ่านนี่แหละครับ คือทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาราคาถูกๆ ก็อาจเกิดการซื้อไปดองเก็บไว้ในเครื่อง เหมือนภาพยนตร์ เหมือนเพลง ที่เราโหลดตะบี้ตะบัน แต่ไม่ยักกะมีเวลาดู นี่ผมยังไม่รู้เลยว่า เขาจะมีวิธีป้องกันอย่างไรเรื่องลิขสิทธิ์ หากมีการปล่อยให้ดาวน์โหลด ยิ่งเป็นคนไทยด้วยแล้ว เราก็เห็นตัวอย่างจากเรื่องภาพยนตร์ เรื่องเพลงกันแล้ว แก้มาเป็นปีๆ ก็ยังเห็นอยู่ทุกหนแห่ง ผมว่าชาตินี้ ปัญหาแผ่นผี ซีดีเถื่อน กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทุกวันนี้แม้กระทั่งพวกทำธุรกิจแผ่นผี ละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังหงอยๆ เศร้าๆ เลยครับ เพราะแม้กระทั่งเด็กประถมก็โหลดหนัง โหลดเพลงจากเว็บไซต์กันเป็นแล้ว มันไม่เสียสตางค์มาซื้อแผ่นก๊อปฯ กันหรอก (ฮา)

         เขียนร่ายไปร่ายมา ก็คลับคล้ายผมตกอยู่ใน “ห้วงยามของความพ่ายแพ้” อย่างไม่ต้องสงสัย

         ผมเชื่อว่า เราจะต้องเห็นอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้

         สำนักพิมพ์ผลิตอีบุ๊ก โรงพิมพ์ถูกลดการผลิตลงไป และค่อยๆ ล่มละลายหายไป ร้านหนังสือเฟรนไชส์ จากที่ได้รับผลกระทบจากงานสัปดาห์หนังสือ มหกรรมหนังสือแล้ว คราวนี้แหละ ระเบิดลูกเบ้อเริ่มถูกวางกลางวง ปรับตัวได้ก็ปรับไป ไม่ได้ก็ต้องให้กลไกมันพัดพาไปก่อน แล้วก็กลับมาคิดตั้งหลักใหม่ว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ส่วนที่ชาวนาหันมาปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อผลิตกระดาษป้อนเข้าโรงงานนั้น ผมว่ามันก็เริ่มจะสั่นคลอน ไม่มั่นคงเอาเสียแล้ว

          หากมองด้วยสายตาไม่มีอคติ หรือวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ  ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เอาเสียเลย

          แต่ถ้ามีหนังสือ (กระดาษ) อยู่ ผมก็เลือกที่จะจมหัวร่วมท้ายไปกับมัน

          แล้วคุณล่ะ ว่าอย่างไร.....

 

                                                                      ด้วยมิตรภาพ

                                                                      ชีวิตสำมะหาอันใด

                                                                      ชาย (ยัง) หนุ่มผู้อ่านนิยายรัก

ป.ล.จดหมายนี้มีคำใหม่ๆ ที่ผมไม่รู้เรียกว่ามันถูกไหม เอาเป็นว่าด้วยความเข้